กองทุนที่น่าลงทุนที่สุดในปี 2025

กองทุนที่องค์กรระดับโลกบริหารให้ สบายใจหายห่วง

เรื่องลงทุนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆนะครับ ในยุคนี้ถ้าใครไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย บอกตามตรงว่า “เสียเปรียบ” เอามากๆครับ เพราะนอกจากจะไม่มีการออมเงินที่ดีแล้ว ยังจะโดนเอาเปรียบจากเงินเฟ้อของโลกในทุกๆวันด้วยครับ

แต่ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้วครับ เราไปเริ่มกันเลย ก้าวแรกของการลงทุนที่จะทำให้ชนะเงินเฟ้อ และส่งเสริมนิสัยการออมที่ดีครับ

7 กองทุน แบบเจาะลึก ชอบแบบไหน ลุยเลยครับ

1. JEPQ (JPMorgan Equity Premium Income ETF)

  • ลักษณะการลงทุน:
    ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ โดยเน้นไปที่บริษัทในดัชนี Nasdaq 100 เช่น Apple, Microsoft, Amazon
    ใช้กลยุทธ์ Covered Call (ขายออปชันเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~8-12% ต่อปี (สูงมากเมื่อเทียบกับ ETF ทั่วไป)

ความเสี่ยง:

  • หุ้นเทคโนโลยีมีความผันผวนสูง
  • การขายออปชันอาจจำกัด upside (โอกาสกำไรจากราคาหุ้นที่พุ่งสูง)

เหมาะสำหรับ:

  • นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูงจากหุ้นเทค
  • มีความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงสูง

สำหรับกองทุน JEPQ เป็นกองทุนที่จ่ายปันผลรายเดือนนะครับ ปันผลจะเข้าทุกเดือน โดยคิดตาม % ของราคาในช่วงนั้นๆ เช่นถ้าเราได้ 12% ต่อปี ทุกๆเดือนทางกองทุนจะให้ปันผลเรามาเดือนละ 1 ของจำนวนเงินที่เราลงไว้

เช่น ถ้าลงเงินไป 1,000,000 บาท : จะได้ปันผลต่อเดือน 10,000 บาทครับ โดยกองทุนเป็นของประเทศ สหรัฐอเมริกา หรือที่ใครหลายคนรู้จักและเคยได้ยินอย่าง JPMorgan นั่นเองครับ

2. JEPI (JPMorgan Equity Premium Income ETF)

  • ลักษณะการลงทุน:
    คล้าย JEPQ แต่ลงทุนในหุ้นที่มั่นคงกว่า เช่น หุ้นในกลุ่ม Defensive (สินค้าอุปโภคบริโภค, สุขภาพ) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ปันผลและการลดความผันผวน
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~6-10% ต่อปี (ปันผลดีแต่ไม่สูงเท่า JEPQ)

ความเสี่ยง:

  • หุ้น Defensive มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเทค
  • แต่ upside ในราคาหุ้นอาจน้อยกว่า

เหมาะสำหรับ:

  • นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูง แต่ต้องการลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับ JEPQ
  • เหมาะสำหรับตลาดที่ไม่แน่นอน

สำหรับกองทุนนี้ก็ยังเป็นของเจ้าเดิมอย่าง JPMorgan ครับ แต่เป็นในหุ้นคนละกลุ่มกันเท่านั้นเอง จะมีความเสี่ยงที่น้อยลงกว่า JEPQ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยปันผลที่น้อยกว่าเช่นกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เขาใช้กลยุทธ์เดียวกัน และจ่ายปันผลรายเดือนเหมือนกันครับ

3. SCHD (Schwab U.S. Dividend Equity ETF)

  • ลักษณะการลงทุน:
    เน้นลงทุนในหุ้นปันผลที่มีประวัติ การจ่ายปันผลสม่ำเสมอและยั่งยืน เช่น PepsiCo, Coca-Cola, IBM
    ไม่มีการใช้กลยุทธ์ออปชันเหมือน JEPQ และ JEPI
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~3-4% ต่อปี

ความเสี่ยง:

  • ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Covered Call
  • เน้นความมั่นคงระยะยาว

เหมาะสำหรับ:

  • นักลงทุนที่ต้องการเน้นการเติบโตระยะยาวพร้อมกับรายได้ปันผลที่มั่นคง
  • ไม่ต้องการความซับซ้อนจากกลยุทธ์การลงทุน

สำหรับกองทุนนี้ก็ยังเป็นของประเทศ สหรัฐอเมริกา อยู่นะครับ บริหารโดย Charles Schwab ซึ่งเป็นบริษัทการเงินในสหรัฐฯ จ่ายปันผลเป็นไตรมาสทุกๆ 3 เดือน เน้นคนที่ต้องการการปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนมากครับ

leo.

4. QYLD (Global X NASDAQ 100 Covered Call ETF)

  • ลักษณะการลงทุน:
    ลงทุนในดัชนี Nasdaq 100 (บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่) และใช้กลยุทธ์ Covered Call คล้าย JEPQ
    โฟกัสที่รายได้จากการขายออปชันมากกว่าการเติบโตของราคาหุ้น
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~10-12% ต่อปี

ความเสี่ยง:

  • ราคาหน่วยลงทุนอาจไม่เติบโตในระยะยาว (เพราะ upside ถูกจำกัดโดยออปชัน)
  • ความผันผวนของตลาดเทคโนโลยี

เหมาะสำหรับ:

  • นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูงจากการถือหน่วยลงทุน
  • ไม่สนใจการเติบโตของราคาหน่วยลงทุน

กองทุนนี้ บริหารโดย Global X บริษัทจัดการกองทุนในสหรัฐฯ ลงทุนในหุ้นของบริษัทสหรัฐฯ ในดัชนี Nasdaq 100 และเน้นรายได้จากกลยุทธ์ Covered Call จะไม่เหมือนกับ JEPQ นะครับ เพราะเขาเน้นการขาย Option เป็นหลัก จะไม่เน้นการซื้อแล้วถือแบบกองทุนทั่วไป แต่จะใช้กลยุทธ์ทำกำไร Option แทนครับ

ใครที่ชอบปันผลสูง รับความเสี่ยงได้ดีกองทุนนี้ก็ถือว่าเหมาะครับ แถมยังจ่ายเป็นรายเดือนเหมือนกับ JEPQ ด้วยนะครับ

5. VNQ (Vanguard Real Estate ETF)

  • ลักษณะการลงทุน:
    ลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ในสหรัฐฯ เช่น อาคารสำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า, อพาร์ทเมนต์
    อสังหาฯ เป็นสินทรัพย์ที่มักสร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~4-5% ต่อปี

ความเสี่ยง:

  • ผันผวนตามดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยสูงส่งผลลบต่อ REIT)
  • ความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาฯ

เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากหุ้น
  • มองหารายได้ปันผลสม่ำเสมอ


สำหรับกองทุนนี้จ่ายปันผลรายไตรมาส ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า กองทุนนี้จะฉีกไปในทางของอสังหามากกว่าครับ ใครที่ชอบการลงทุนแนวอสังหา มีความเชื่อมั่นว่าจะอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยเชื่อมือการบริหารโดย Vanguard ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดในโลก

ก็สามารถเลือกลงทุนกับกองทุนนี้ได้เลยครับ

6. กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย (REIT)

เช่น CPNREIT, LHSC, AIMIRT

  • ลักษณะการลงทุน:
    ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เช่น ห้างสรรพสินค้า (CPNREIT), โกดังสินค้า (AIMIRT)
    มีรายได้หลักจากค่าเช่า
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~5-8% ต่อปี (สูงกว่าการฝากเงินหรือหุ้นไทยทั่วไป)

ความเสี่ยง:

  • รายได้ขึ้นอยู่กับผู้เช่าและเศรษฐกิจ
  • ความผันผวนของดอกเบี้ยในประเทศ

เหมาะสำหรับ:

  • ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอในรูปแบบปันผล
  • ต้องการสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้น


กลับมาประเทศไทยเราบ้างครับ กองทุนนี้จะลงทุนกับอสังหาเป็นหลัก โดยจะเน้นไปที่

CPNREIT: ลงทุนในศูนย์การค้าของบริษัท Central Pattana

LHSC: ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของ Land & Houses

AIMIRT: ลงทุนในคลังสินค้าและโรงงานในไทย

ใครมองแล้วทั้ง 3 ยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยเราน่าจะรอดได้ในระยะยาว มีรัฐบาลอุ้มชู และผูกขาดแบบเรียบร้อย ก็สามารถนำเงินมาลงได้ที่กองทุนนี้ครับ ลืมบอกไปว่ากองทุนนี้จ่ายปันผลเป็นไตรมาสนะครับ

7. TISCO-DSC, BTP, K-SUPDIV (กองทุนหุ้นไทย)

  • ลักษณะการลงทุน:
    ลงทุนในหุ้นไทยที่มีการจ่ายปันผลสูง เช่น กลุ่มธนาคาร พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค
  • อัตราผลตอบแทนปันผล: ~3-5% ต่อปี

ความเสี่ยง:

  • ผันผวนตามเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
  • ความไม่แน่นอนของผลประกอบการบริษัท

เหมาะสำหรับ:

  • นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
  • ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากค่าเงิน


อีก 1 กองทุนที่ชื่อคุ้นหูมากๆ TISCO ธนาคารที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งเลือกลงทุนในหุ้นนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารจ่ายปันผลรายครึ่งปีนะครับ ลงทุนในหุ้นไทย เช่น ธนาคาร (SCB, BBL), พลังงาน (PTT, TOP), และสินค้าอุปโภคบริโภค 

ใครชอบแนวนี้และมองว่าสามารถเดินทางร่วมกันกับสายงานนี้ได้เรื่อยๆ ไม่เจ๊งจากเราไปแน่นอน ก็สามารถเลือกกองทุนนี้ได้เลยครับ

สรุป

ทั้ง 7 กองทุนเป็นกองทุนที่น่าสนใจมากครับ แต่การเลือกนั้นขึ้นอยู่กับว่า เราชอบการลงทุนของกองทุนไหนมากกว่ากันครับ ธุรกิจไหนที่เรามองว่าจะไปได้ในระยะยาว และจะไม่ถูกกลืนกินในอนาคต ก็สามารถนำเงินเข้าไปลงทุนได้ตามที่ต้องการครับ

ส่วนใครหาเงินลงทุนอยู่ลอง “คลิกที่นี่” แล้วเริ่มเดิมพันกับเรา ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงทักมาปรึกษากันได้ครับ