เรื่องลงทุนเป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเข้ามาเรื่อยๆนะครับ ในยุคนี้ถ้าใครไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนเลย บอกตามตรงว่า “เสียเปรียบ” เอามากๆครับ เพราะนอกจากจะไม่มีการออมเงินที่ดีแล้ว ยังจะโดนเอาเปรียบจากเงินเฟ้อของโลกในทุกๆวันด้วยครับ
แต่ถ้าใครที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ ถือว่ามาถูกทางแล้วครับ เราไปเริ่มกันเลย ก้าวแรกของการลงทุนที่จะทำให้ชนะเงินเฟ้อ และส่งเสริมนิสัยการออมที่ดีครับ
7 กองทุน แบบเจาะลึก ชอบแบบไหน ลุยเลยครับ
1. JEPQ (JPMorgan Equity Premium Income ETF)
- ลักษณะการลงทุน:
ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีในตลาดสหรัฐฯ โดยเน้นไปที่บริษัทในดัชนี Nasdaq 100 เช่น Apple, Microsoft, Amazon
ใช้กลยุทธ์ Covered Call (ขายออปชันเพื่อสร้างรายได้เพิ่ม) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในช่วงตลาดผันผวน - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~8-12% ต่อปี (สูงมากเมื่อเทียบกับ ETF ทั่วไป)
ความเสี่ยง:
- หุ้นเทคโนโลยีมีความผันผวนสูง
- การขายออปชันอาจจำกัด upside (โอกาสกำไรจากราคาหุ้นที่พุ่งสูง)
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูงจากหุ้นเทค
- มีความเสี่ยงได้ในระดับปานกลางถึงสูง
สำหรับกองทุน JEPQ เป็นกองทุนที่จ่ายปันผลรายเดือนนะครับ ปันผลจะเข้าทุกเดือน โดยคิดตาม % ของราคาในช่วงนั้นๆ เช่นถ้าเราได้ 12% ต่อปี ทุกๆเดือนทางกองทุนจะให้ปันผลเรามาเดือนละ 1 ของจำนวนเงินที่เราลงไว้
เช่น ถ้าลงเงินไป 1,000,000 บาท : จะได้ปันผลต่อเดือน 10,000 บาทครับ โดยกองทุนเป็นของประเทศ สหรัฐอเมริกา หรือที่ใครหลายคนรู้จักและเคยได้ยินอย่าง JPMorgan นั่นเองครับ
2. JEPI (JPMorgan Equity Premium Income ETF)
- ลักษณะการลงทุน:
คล้าย JEPQ แต่ลงทุนในหุ้นที่มั่นคงกว่า เช่น หุ้นในกลุ่ม Defensive (สินค้าอุปโภคบริโภค, สุขภาพ) เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างรายได้ปันผลและการลดความผันผวน - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~6-10% ต่อปี (ปันผลดีแต่ไม่สูงเท่า JEPQ)
ความเสี่ยง:
- หุ้น Defensive มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นเทค
- แต่ upside ในราคาหุ้นอาจน้อยกว่า
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูง แต่ต้องการลดความเสี่ยงเมื่อเทียบกับ JEPQ
- เหมาะสำหรับตลาดที่ไม่แน่นอน
สำหรับกองทุนนี้ก็ยังเป็นของเจ้าเดิมอย่าง JPMorgan ครับ แต่เป็นในหุ้นคนละกลุ่มกันเท่านั้นเอง จะมีความเสี่ยงที่น้อยลงกว่า JEPQ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยปันผลที่น้อยกว่าเช่นกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ เขาใช้กลยุทธ์เดียวกัน และจ่ายปันผลรายเดือนเหมือนกันครับ
3. SCHD (Schwab U.S. Dividend Equity ETF)
- ลักษณะการลงทุน:
เน้นลงทุนในหุ้นปันผลที่มีประวัติ การจ่ายปันผลสม่ำเสมอและยั่งยืน เช่น PepsiCo, Coca-Cola, IBM
ไม่มีการใช้กลยุทธ์ออปชันเหมือน JEPQ และ JEPI - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~3-4% ต่อปี
ความเสี่ยง:
- ความเสี่ยงต่ำกว่ากองทุนที่ใช้กลยุทธ์ Covered Call
- เน้นความมั่นคงระยะยาว
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่ต้องการเน้นการเติบโตระยะยาวพร้อมกับรายได้ปันผลที่มั่นคง
- ไม่ต้องการความซับซ้อนจากกลยุทธ์การลงทุน
สำหรับกองทุนนี้ก็ยังเป็นของประเทศ สหรัฐอเมริกา อยู่นะครับ บริหารโดย Charles Schwab ซึ่งเป็นบริษัทการเงินในสหรัฐฯ จ่ายปันผลเป็นไตรมาสทุกๆ 3 เดือน เน้นคนที่ต้องการการปันผลสม่ำเสมอ และไม่ผันผวนมากครับ
leo.
4. QYLD (Global X NASDAQ 100 Covered Call ETF)
- ลักษณะการลงทุน:
ลงทุนในดัชนี Nasdaq 100 (บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่) และใช้กลยุทธ์ Covered Call คล้าย JEPQ
โฟกัสที่รายได้จากการขายออปชันมากกว่าการเติบโตของราคาหุ้น - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~10-12% ต่อปี
ความเสี่ยง:
- ราคาหน่วยลงทุนอาจไม่เติบโตในระยะยาว (เพราะ upside ถูกจำกัดโดยออปชัน)
- ความผันผวนของตลาดเทคโนโลยี
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่ต้องการรายได้ปันผลสูงจากการถือหน่วยลงทุน
- ไม่สนใจการเติบโตของราคาหน่วยลงทุน
กองทุนนี้ บริหารโดย Global X บริษัทจัดการกองทุนในสหรัฐฯ ลงทุนในหุ้นของบริษัทสหรัฐฯ ในดัชนี Nasdaq 100 และเน้นรายได้จากกลยุทธ์ Covered Call จะไม่เหมือนกับ JEPQ นะครับ เพราะเขาเน้นการขาย Option เป็นหลัก จะไม่เน้นการซื้อแล้วถือแบบกองทุนทั่วไป แต่จะใช้กลยุทธ์ทำกำไร Option แทนครับ
ใครที่ชอบปันผลสูง รับความเสี่ยงได้ดีกองทุนนี้ก็ถือว่าเหมาะครับ แถมยังจ่ายเป็นรายเดือนเหมือนกับ JEPQ ด้วยนะครับ
5. VNQ (Vanguard Real Estate ETF)
- ลักษณะการลงทุน:
ลงทุนในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ (REITs) ในสหรัฐฯ เช่น อาคารสำนักงาน, ห้างสรรพสินค้า, อพาร์ทเมนต์
อสังหาฯ เป็นสินทรัพย์ที่มักสร้างรายได้สม่ำเสมอจากค่าเช่า - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~4-5% ต่อปี
ความเสี่ยง:
- ผันผวนตามดอกเบี้ย (ดอกเบี้ยสูงส่งผลลบต่อ REIT)
- ความไม่แน่นอนของตลาดอสังหาฯ
เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงจากหุ้น
- มองหารายได้ปันผลสม่ำเสมอ
สำหรับกองทุนนี้จ่ายปันผลรายไตรมาส ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่า กองทุนนี้จะฉีกไปในทางของอสังหามากกว่าครับ ใครที่ชอบการลงทุนแนวอสังหา มีความเชื่อมั่นว่าจะอยู่รอดได้ในระยะยาว โดยเชื่อมือการบริหารโดย Vanguard ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทจัดการกองทุนรายใหญ่ที่สุดในโลก
ก็สามารถเลือกลงทุนกับกองทุนนี้ได้เลยครับ
6. กองทุนอสังหาริมทรัพย์ในไทย (REIT)
เช่น CPNREIT, LHSC, AIMIRT
- ลักษณะการลงทุน:
ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ไทย เช่น ห้างสรรพสินค้า (CPNREIT), โกดังสินค้า (AIMIRT)
มีรายได้หลักจากค่าเช่า - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~5-8% ต่อปี (สูงกว่าการฝากเงินหรือหุ้นไทยทั่วไป)
ความเสี่ยง:
- รายได้ขึ้นอยู่กับผู้เช่าและเศรษฐกิจ
- ความผันผวนของดอกเบี้ยในประเทศ
เหมาะสำหรับ:
- ผู้ที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอในรูปแบบปันผล
- ต้องการสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำเมื่อเทียบกับหุ้น
กลับมาประเทศไทยเราบ้างครับ กองทุนนี้จะลงทุนกับอสังหาเป็นหลัก โดยจะเน้นไปที่
CPNREIT: ลงทุนในศูนย์การค้าของบริษัท Central Pattana
LHSC: ลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ของ Land & Houses
AIMIRT: ลงทุนในคลังสินค้าและโรงงานในไทย
ใครมองแล้วทั้ง 3 ยักษ์ใหญ่ของประเทศไทยเราน่าจะรอดได้ในระยะยาว มีรัฐบาลอุ้มชู และผูกขาดแบบเรียบร้อย ก็สามารถนำเงินมาลงได้ที่กองทุนนี้ครับ ลืมบอกไปว่ากองทุนนี้จ่ายปันผลเป็นไตรมาสนะครับ
7. TISCO-DSC, BTP, K-SUPDIV (กองทุนหุ้นไทย)
- ลักษณะการลงทุน:
ลงทุนในหุ้นไทยที่มีการจ่ายปันผลสูง เช่น กลุ่มธนาคาร พลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค - อัตราผลตอบแทนปันผล: ~3-5% ต่อปี
ความเสี่ยง:
- ผันผวนตามเศรษฐกิจและตลาดหุ้นไทย
- ความไม่แน่นอนของผลประกอบการบริษัท
เหมาะสำหรับ:
- นักลงทุนที่ต้องการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
- ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงจากค่าเงิน
อีก 1 กองทุนที่ชื่อคุ้นหูมากๆ TISCO ธนาคารที่นักลงทุนที่ประสบความสำเร็จท่านหนึ่งเลือกลงทุนในหุ้นนี้ ซึ่งเป็นกลุ่มธนาคารจ่ายปันผลรายครึ่งปีนะครับ ลงทุนในหุ้นไทย เช่น ธนาคาร (SCB, BBL), พลังงาน (PTT, TOP), และสินค้าอุปโภคบริโภค
ใครชอบแนวนี้และมองว่าสามารถเดินทางร่วมกันกับสายงานนี้ได้เรื่อยๆ ไม่เจ๊งจากเราไปแน่นอน ก็สามารถเลือกกองทุนนี้ได้เลยครับ
สรุป
ทั้ง 7 กองทุนเป็นกองทุนที่น่าสนใจมากครับ แต่การเลือกนั้นขึ้นอยู่กับว่า เราชอบการลงทุนของกองทุนไหนมากกว่ากันครับ ธุรกิจไหนที่เรามองว่าจะไปได้ในระยะยาว และจะไม่ถูกกลืนกินในอนาคต ก็สามารถนำเงินเข้าไปลงทุนได้ตามที่ต้องการครับ
ส่วนใครหาเงินลงทุนอยู่ลอง “คลิกที่นี่” แล้วเริ่มเดิมพันกับเรา ถ้าไม่รู้จะเริ่มยังไงทักมาปรึกษากันได้ครับ